ชุมเห็ดไทย สมุนไพรที่ช่วยในการนอนหลับ ชุมเห็ดไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ Senna tora (L.) Roxb. เป็นพืชเขตร้อนมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ และมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปในเขตร้อนชื้นทั่วโลก แต่จะพบในเขตร้อนของเอเชีย และอเมริกาใต้มากกว่าในแอฟริกา สำหรับในประเทศไทยพบชุมเห็ดไทย ได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักพบขึ้นเองตามริมคลองตามริมทาง หรือ ตามที่รกร้าง โดยสามารถพบได้ทั้งพื้นราบ หรือ บนภูเขาสูงที่สูงถึง 1500 เมตร จากระดับน้ำทะเล ชุมเห็ดไทย สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด เช่นเดียวกับพืชที่มีเมล็ดอื่นๆ หลังจากการเพาะเมล็ดประมาณ 10-15 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกเป็นต้นกล้า และเมื่อต้นกล้ามีอายุ 20-40 วัน ก็สามารถย้ายไปปลูกในแปลง หรือ ในบริเวณที่ต้องการได้ อาจจะใช้วิธีโรยเมล็ดแก่ของชุมเห็ดไทย ในบริเวณที่ต้องการแล้วปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติก็ได้ เพราะชุมเห็ดไทย เป็นพืชโตเร็วที่ทนแล้งได้พอสมควร ชอบที่ที่มีแดดจัด และไม่ขอบในที่ร่ม สามารถขึ้นได้ดีในดินดีในดินทุกชนิดที่มีความชุ่มชื้น
ขี้เหล็ก
ขี้เหล็ก สมุนไพรที่ช่วยในการนอนหลับ ขี้เหล็ก มีชื่อวิทยาศาสตร์: Senna siamea (Lam.) Irwin & Barneby จัดเป็นพืชในวงศ์ Leguminosae นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกในท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น ขี้เหล็กแก่น (ราชบุรี) ขี้เหล็กบ้าน (ลำปาง) ขี้เหล็กหลวง (ภาคเหนือ) ขี้เหล็กใหญ่ (ภาคกลางบางที่) ผักจี้ลี้ (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) ยะหา (มลายู-ปัตตานี) และขี้เหล็กจิหรี่ (ภาคใต้) เป็นต้น ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นขี้เหล็กเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงปานกลาง ผลัดใบ สูงประมาณ 8-15 เมตร ลำต้นมักคดงอเป็นปุ่มเปลือกสีเทาถึงสีน้ำตาลดำ ยอดอ่อนสีแดงเรื่อ ๆ ใบประกอบเป็นแบบขนนก เรียงสลับกัน มีใบย่อย 5-12 คู่ ปลายสุดมีใบเดียว ใบย่อยรูปขอบขนานด้านบนเกลี้ยง ดอกช่อสีเหลืองอยู่ตามปลายกิ่ง ดอกจะบานจากโคนช่อไปยังปลายช่อ กลีบเลี้ยงมี 3-4 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรตัวผู้10 อัน ผลเป็นฝักแบนยาวมีสีคล้ำ เมล็ดรูปไข่ยาวแบนสีน้ำตาลอ่อนเรียงตามขวางมี 20-30 เมล็ด ขี้เหล็ก มีเนื้อไม้มีสีน้ำตาลแก่เกือบดำ ส่วนของดอกและใบขี้เหล็กใช้เป็นอาหารในหลายประเทศ เช่น ไทย พม่า อินเดีย และมาเลเซีย เป็นต้น ในตำราการแพทย์แผนไทยได้มีการบันทึกประโยชน์ของขี้เหล็กในหลายด้าน เช่น ใช้แก้อาการท้องผูก ใช้แก้อาการนอนไม่หลับ ใช้ทำความสะอาดเส้นผม ทำให้ผมชุ่มชื่นเป็นเงางาม ไม่มีรังแค ช่วยเจริญอาหาร บำรุงน้ำดี และบำรุงโลหิต เป็นต้น นอกจากนั้น ยังนิยมนำมาประกอบ อาหาร เช่น แกงขี้เหล็ก เป็นการนำใบอ่อน ดอกและยอดของต้นขี้เหล็ก ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ขึ้นได้ดีในทุกภาคของประเทศไทย มาปรุงเป็นอาหาร นอกจากจะรับประทานในครัวเรือน ยังนิยมปรุงเลี้ยงแขกเทศกาลงานต่างๆ เช่น งานบวช งานแต่งงาน งานศพ ด้วยรสชาติของขี้เหล็กมีรสขม ก่อนปรุงจึงต้องนำมาต้มน้ำทิ้งก่อน ช่วย ลดสารที่เป็นพิษ และทำให้มีรสชาติดีขึ้นเมื่อนำมาปรุงเป็นอาหาร
ละหุ่ง
ละหุ่ง สมุนไพรที่ช่วยบำรุงน้ำนม ละหุ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Ricinus communis เป็นพืชตระกลูเดียวกับถั่วดาวอินคา มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบ แอฟริกาตะวันออก เช่น อิยิปต์, ซูดาน, เอริเทรีย, เอธิโอเปีย, ลิเบีย รวมถึงบริเวณรอบๆ ทะเลเมดินอร์เรเนียน ในปัจจุบันพบแพร่กระจายทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อน และเขตร้อนชื้น โดยพบมากในประเทศบราซิล จีน อินเดีย รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ส่วนประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วไปในทุกภาค โดยพบมากในพื้นที่ลุ่มหรือ ริมแม่น้ำ เพราะการไหลของน้ำช่วยในการแพร่กระจายของเมล็ดได้ดี นอกจากนี้ละหุ่ง ยังเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยอีกด้วย เพราะปัจจุบันการส่งออกละหุ่งในตลาดโลกมีประเทศส่งออกรายใหญ่ คือ บราซิล อินเดีย และไทย ซึ่งสามารถนำเงินเข้าประเทศได้ปีละหลายล้านบาท มีการนำละหุ่งมาใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน เช่น น้ำมันเมล็ดละหุ่ง มีกรดไขมัน Ricinoleic มีคุณสมบัติเฉพาะตัวสูง ไม่สามารถนำมาใช้แทนน้ำมันพืชชนิดอื่นได้ โดยจะนิยมนำมาใช้ในอุตสาหกรรมในการผลิตสินค้าต่างๆ ส่วนน้ำมันละหุ่งที่ผ่านกรรมวิธีทำให้บริสุทธิ์สามารถนำมาผลิตใช้เป็นยารักษาโรค ยาระบาย เครื่องสำอางชนิดต่างๆ ลำต้นใช้เป็นวัตถุดิบผลิตกระดาษ โดยเฉพาะกระดาษสา ปลูกต้นละหุ่งเป็นแนวรอบสวนไร่นาสามารถช่วยป้องกันหรือขับไล่แมลงศัตรูพืชได้ ปลูกแบบหมุนเวียนในไร่ก็ได้ เพื่อช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของไส้เดือนฝอยได้อีกด้วย
กล้วย
กล้วย สมุนไพรที่ช่วยบำรุงน้ำนม กล้วย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Musa ABB กล้วยเป็นผลไม้ในวงศ์ Musaceae จัดเป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 3.5 เมตร ลำต้นอยู่ใต้ดิน กาบเรียงเวียนซ้อนกันเป็นลำต้นเทียม ทั้งต้นจะมีสีเขียวอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ออกเรียงสลับกันอยู่โคน ๆ ต้น ความกว้างของใบกล้วยหรือที่เราเรียกว่าใบตองจะกว้างประมาณ 25-40 เซนติเมตร ยาว 1-2 เมตร ส่วนดอกกล้วยก็คือหัวปลีนั่นเอง และผลก็คือกล้วยน้ำว้าที่เราคุ้นเคยกันดี ต้นกล้วย จัดเป็นพืชที่สารพัดประโยชน์มาก ๆ อย่างใบกล้วยหรือที่เรียกว่าใบตอง นำมาห่ออาหารได้แบบรักษ์โลก หรือจะนำไปประดิษฐ์เป็นงานดอกไม้ก็ได้ หยวกกล้วยก็นำมาทำเมนูอาหารได้ ทั้งแกงหยวกกล้วย ยำหยวกกล้วย หรือมีการใช้หยวกกล้วยเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ก็ดี
มะพร้าว
มะพร้าว สมุนไพรที่ช่วยบำรุงน้ำนม มะพร้าว มีชื่อวิทยาศาสตร์ Cocos nucifera L. จัดอยู่ในวงศ์ปาล์ม (ARECACEAE) ซึ่งแต่เดิมใช้ชื่อวงศ์ว่า PALMAE หรือ PALMACEAE สมุนไพรมะพร้าว มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ดุง (จันทบุรี), โพล (กาญจนบุรี), คอส่า (แม่ฮ่องสอน), เอี่ยจี้ (จีน), หมากอุ๋น หมากอูน (ทั่วไป) เป็นต้น มะพร้าวเป็นพืชยืนต้นที่จัดอยู่ในตระกูลปาล์ม ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบเหมือนขนนก ผลประกอบไปด้วยเปลือกนอก ใยมะพร้าว กะลามะพร้าว และชั้นสุดท้ายคือเนื้อมะพร้าว ซึ่งภายในจะมีน้ำมะพร้าว ถ้าลูกมะพร้าวแก่มาก เนื้อมะพร้าวจะดูดเอาน้ำมะพร้าวไปหมด มะพร้าวเป็นผลไม้ที่นิยมกันอย่างมากในบ้านเรา คุณสมบัติเด่น ๆ ของมะพร้าวก็คือ ส่วนต่าง ๆ สามารถนำมาใช้ทำเป็นประโยชน์ได้หมด ไม่ว่าจะทำเป็นอาหารคาวหวานเพื่อบำรุงสุขภาพและรักษาอาการหรือโรคต่าง ๆ รวมไปถึงการผลิตน้ำมันมะพร้าว กะทิ น้ำตาล และยังรวมไปถึงการทำสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ขึ้นมาใช้สอย
จันทน์เทศ
จันทน์เทศ สมุนไพรสำหรับบำรุงร่างกาย จันทน์เทศ มีชื่อวิทยาศาสตร์ Myristica fragrans Houtt เป็นเครื่องเทศที่ได้จากพืชในวงศ์ Myristicaceae สามชนิด คือจันทน์เทศสามัญหรือจันทน์เทศหอม (M. fragrans) ที่มาจากหมู่เกาะบันดาในหมู่เกาะโมลุกกะในอินโดนีเซีย หรือหมู่เกาะเครื่องเทศที่เป็นแหล่งผลิตจันทน์เทศแหล่งเดียวในโลกมาจนกระทั่งกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 และมีปลูกในหลายประเทศทั่วโลก เช่น เกาะปีนังในมาเลเซีย และที่แคริบเบียนโดยเฉพาะที่เกรเนดา และเกระละทางตอนใต้ของอินเดีย อีกสองชนิดที่ใช้ผลิตจันทน์เทศเช่นกันแต่มีความสำคัญน้อยกว่าคือ จันทน์เทศปาปัว (M. argentea) จากนิวกินี และจันทน์เทศบอมเบย์ (M. malabarica) จากอินเดีย ในทางการแพทย์ อินเดียใช้น้ำมันจันทน์หอมใช้ทำยาแก้ปวดหัว แก้อาการผิดปกติในทางเดินอาหาร ชาวอาหรับใช้เป็นยาขับลม แก้อาการปวดที่ไตและกระเพาะอาหาร เนื้อในเม็ดลูกจันทน์แม้จะเป็นยาแต่ถ้ารับประทานมากเกินไปเป็นพิษถึงตาย ดอกตัวผู้ที่ร่วงหล่นใต้ต้นนำมาตากแห้ง ใช้ชงน้ำร้อนดื่มเป็นชา ช่วยขับลม เนื้อผลจันทน์เทศสดฝานเป็นชิ้นกินจิ้มพริกกะเกลือช่วยทำให้กลิ่นปากสะอาด เมล็ดนำไปตากแห้งเป็นเครื่องเทศชั้นดี นำเนื้อในเม็ดมาคั่วให้หอมแล้วบดเป็นผง
กฤษณา
กฤษณา สมุนไพรสำหรับบำรุงร่างกาย กฤษณา มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Scientific name เป็นสกุลหนึ่งของพืชวงศ์กฤษณา (Thymelaeaceae) มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ พบมากโดยเฉพาะในป่าดิบชื้นของอินโดนีเซีย, ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินเดียตอนเหนือ, ฟิลิปปินส์ และนิวกินี พรรณไม้ในสกุลนี้ปกติมีเนื้อไม้สีขาว เมื่อเกิดบาดแผล ต้นไม้จะหลั่งสารเคมีออกมาเพื่อรักษาบาดแผลนั้น แต่สารเคมีจะขยายวงกว้างออกไปอีก ก่อให้เกิดเนื้อไม้ซึ่งมีสีดำ กลิ่นหอม เรียกว่า “กฤษณา” กฤษณา เป็นพืชที่เป็นสมุนไพรและมีความสำคัญในการแพทย์แผนโบราณ โดยเฉพาะในการใช้ในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้ยังมีการใช้ในงานทำสีผมและใช้เป็นสารที่มีสรรพคุณในการช่วยรักษาเนื้อเยื่อที่เสียหายด้วยคุณสมบัติทางเคมีที่มีอยู่ในเปลือกของต้นกฤษณา
ฟ้าทะลายโจร
ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรสำหรับลดไข้ ฟ้าทะลายโจร มีชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย “ฟ้าทะลายโจร” จัดเป็นสมุนไพรที่มีรสขม อยู่ในกลุ่มยาเย็น มีสรรพคุณทางการแพทย์แผนไทย ใช้บรรเทาอาการไข้หวัด แก้ไอและเจ็บคอ เป็นสมุนไพรที่ได้ถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (บัญชียาจากสมุนไพร) กระทรวงสาธารณสุข ในรูปแบบยาเดี่ยว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวสมุนไพรฟ้าทะลายโจรกันอย่างแพร่หลาย มีข้อมูลสนับสนุนจากงานวิจัยทางคลินิก พบว่า สมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีส่วนช่วยรักษาอาการของโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ (acute respiratory tract infection) เช่น อาการไอ อาการเจ็บคอได้ดี ในปี พ.ศ.2555 ได้มีข้อมูลงานวิจัย จากผู้ป่วยจำนวน 807 คน พบว่าผลิตภัณฑ์สารสกัดจากฟ้าทะลายโจรร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ขนาดรับประทาน 31.5-200 มิลลิกรัม/วัน รับประทานเป็นเวลา 3-10 วัน มีผลช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการไอเนื่องจากไข้หวัด (common cold) และอาการอักเสบของระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้ ในมุมมองการเกิดโรคหรืออาการตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยนั้น อาการไข้ ไอ เจ็บคอ เป็นอิทธิพลของธาตุไฟที่เพิ่มปริมาณสูงขึ้น ทำให้เกิดอาการดังกล่าว เราจึงสามารถใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น (สมุนไพรฟ้าทะลายโจร) เพื่อใช้ในการรักษาอาการที่ส่งผลมาจากอิทธิพลของไฟที่เพิ่มขึ้นได้ พูดง่ายๆคือ ใช้ความเย็น ปรับหรือลดปริมาณความร้อนในร่างกายให้สมดุลนั่นเอง แต่หากใช้ในปริมาณเกินความจำเป็นก็อาจส่งผลทำให้ ร่างกายมีปริมาณความเย็นเกินไป ส่งผลทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ตามมาได้ เช่น อาการชาต่างร่างกาย แขน-ขาอ่อนแรง ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย หรือผื่นแพ้ตามร่างกาย เป็นต้น
พิมเสน
พิมเสน สมุนไพรสำหรับลดไข้ พิมเสน มีชื่อวิทยาศาสตร์: Pogostemon cablin) เป็นพืชในวงศ์กะเพรา (Lamiaceae) มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย[1] เป็นไม้พุ่มสูง 50-100 เซนติเมตร ลำต้นตรงมีขนปกคลุมและมีกลิ่นหอม ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่หรือรูปไข่กว้าง ออกตรงกันข้าม ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบแหลมหรือสอบ ขอบใบจักเป็นซี่ฟันแกมจักมน มีขนปกคลุมทั้งด้านบนและด้านล่าง ดอกขนาดเล็กสีม่วงขาว ออกเป็นช่อตามซอกใบและที่ยอด กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นปาก ปากบนมี 3 หยัก ปากล่างเรียบ เกสรตัวผู้มี 4 อัน ก้านเกสรตัวเมียแยกเป็นแฉกสั้น ๆ 2 แฉก ผลรูปรีแข็ง มีขนาดเล็ก ผิวเรียบ เมื่อกลั่นพิมเสนด้วยไอน้ำ จะได้น้ำมันพิมเสน (patchouli oil) ซึ่งมีสารสำคัญคือ แพทชูลอล (patchoulol) และนอร์แพทชูเลนอล (norpatchoulenol) ใช้ในงานสุคนธบำบัด เป็นส่วนผสมในน้ำหอม สารระงับกลิ่นกายและยาไล่แมลง ใบของพิมเสนมีสรรพคุณแก้ปวดประจำเดือน แก้ปวดศีรษะ ลดไข้
บอระเพ็ด
บอระเพ็ด สมุนไพรสำหรับลดไข้ บอระเพ็ด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tinospora cordifolia เป็นไม้เถาเลื้อยที่จัดอยู่ในประเภทไม้เนื้ออ่อนซึ่งมีคุณค่าทางสมุนไพรชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณ เถา เป็นยาแก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน ใบ แก้รำมะนาด ปวดฟัน แก้ไข้ แก้โรคผิวหนัง ดับพิษปวดแสบปวดร้อน ฆ่าแมลงที่หู บำรุงน้ำดี ฆ่าพยาธิไส้เดือน ผล แก้ไข้ แก้เสมหะเป็นพิษ ราก แก้ไข้ขึ้นสูงที่มีอาการเพ้อคลั่ง ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ เจริญอาหาร แก้มะเร็งเม็ดเลือด แก้ท้องเฟ้อ มดลูกเสีย กินทุกวันทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นหวัด ในขณะเดียวกันมีผลข้างเคียงได้ การรับประทานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจมีผลต่อหัวใจ เพราะเป็นยารสขม บอระเพ็ดถือเป็นสมุนไพรที่คนไทยรู้จักกันอย่างแพร่หลาย แต่เพราะรสชาติที่ขมของมันทำให้ใครหลายคนแค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกไม่ชอบแล้ว อย่างไรก็ตาม ทางการแพทย์เชื่อว่าบอระเพ็ดมีคุณสมบัติในการช่วยรักษาหรือป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ เช่น ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ต้านโรคเบาหวาน อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งด้วย