ข่า สมุนไพรสำหรับรักษาโรคผิวหนัง ข่า ชื่อวิทยาศาสตร์ Alpinia galanga (L.) Willd. จัดอยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE เช่นเดียวกับกระชาย กระชายดำ กระชายแดง กระวาน กระวานเทศ ขิง ขมิ้น เร่ว เปราะป่า เปราะหอม ว่านนางคำ และว่านรากราคะ นอกจากนี้ข่ายังมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ อีก เช่น สะเอเชย เสะเออเคย (แม่ฮ่องสอน), ข่าหยวก (ภาคเหนือ), ข่าหลวง (ภาคเหนือ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นต้น ข่าเป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดิน (เหง้า) และยังประกอบไปด้วย ใบ ดอก ผล และเมล็ด โดยจัดอยู่ในตระกูลขิง เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่บ้านเราและอินโดนีเซียนิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหารต่าง ๆ ใช้เป็นเครื่องเทศเพื่อช่วยแต่งกลิ่นอาหาร ดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงหรือน้ำพริกต่าง ๆ ใช้ปรุงรสในอาหารต่าง ๆ อย่างต้มข่า ต้มยำ ผัดเผ็ด เป็นต้น นอกจากนี้ดอกและลำต้นอ่อนยังใช้รับประทานเป็นผักสดได้อีกด้วย
แพงพวยฝรั่ง
แพงพวยฝรั่ง สมุนไพรมีฤทธิ์รักษาโรคผิวหนัง แพงพวยฝรั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Catharanthus roseus G.Don เป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนของทวีปอเมริกากลาง แล้วแพร่ไปสู่ทวีปยุโรปประมาณ ปี ค.ศ.1757 แอฟริกา และเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ทั้งนี้ในประเทศมาดากัสการ์แพงพวยฝรั่งถูกยกย่องว่าเป็นพืชพื้นเมืองของที่นั่น เพราะสามารถพบได้มากในธรรมชาติทั่วประเทศ แต่ในปัจจุบันแพงพวยฝรั่งกระจายพันธุ์ และสามารถพบได้ทั่วไปในเขตร้อนต่างๆ ของโลก สำหรับในประเทศไทย สันนิษฐานว่ามีผู้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยช่วงหลัง พ.ศ.2516 เพราะในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ (พ.ศ.2516) ไม่มีการบันทึกชื่อแพงพวยฝรั่งเอาไว้ ส่วนในปัจจุบันในประเทศไทย สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งในรูปแบบการปลูกลงแปลงเพื่อประดับตามบ้านเรือนอาคารต่างๆ หรือ การปลูกเป็นไม้กระถาง แพงพวยฝรั่ง สามารถขยายพันธุ์ได้โดย การเพาะเมล็ด และการปักชำ แต่วิธีที่เป็นที่นิยม คือ การเพาะเมล็ด โดยนำเมล็ดจากฝักแห้งที่แตกมาทำการเพาะกับวัสดุเพาะที่ใช้เพาะพันธุ์พืชทั่วไป ในกระบะเพาะ จากนั้นรอ 5-7 วัน เมล็ดจะเริ่มงอก พอต้นกล้าที่ได้มีความแข็งแรงดีแล้วก็สามารถย้ายไปปลูกในแปลง หรือ ในกระถางตามที่ต้องการได้ ทั้งนี้แพงพวยฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการแสง และอากาศร้อนแบบเต็มวง เนื่องจากเป็นพืชในเขตร้อน แต่ก็ชอบความชื้นปานกลาง โดยฉากพื้นที่ชายทะเล และยังเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี และมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศได้ดี
ทองพันชั่ง
ทองพันชั่ง สมุนไพรมีฤทธิ์รักษาโรคผิวหนัง ทองพันชั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์: Rhinacanthus nasutus Kurz เป็นพืชในวงศ์เหงือกปลาหมอ มีลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 0.5-2 เมตร กิ่งอ่อนและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม ส่วนที่ยังอ่อนมักมีขนปกคลุมใบรูปคล้ายรูปไข่หรือวงรี กว้าง 2-4 ซม. ยาว 4-8 ซม. ก้านใบยาว 0.5-1 ซม. ดอกออกเป็นช่อตามซอกกิ่งยาวประมาณ 10 ซม. แต่ละดอกมีสีขาว ผลใหญ่ประมาณ 1 ซม. ผลเป็นผลแห้งแตกได้ มักมีขน การขยายพันธุ์ใช้ปักชำ ตัดกิ่งแก่ที่มีตาติดอยู่ 2-3 ข้อปลิดใบทิ้งแล้วนำไปปักชำในดินที่ชุ่มชื้นให้กิ่งเอียงเล็กน้อยขึ้นได้ในดินทั่วไป สรรพคุณรักษาโรคผิวหนัง (ชนิดกลาก เกลื้อน) ทาแก้กลากเกลื้อน การที่ทองพันชั่ง สามารถรักษากลากเกลื้อนได้ เพราะน้ำยาที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์จะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกลากเกลื้อนได้ ส่วนที่ใช้เป็นยา ได้แก่ ใบสด และรากสด ทองพันชั่ง มีสรรพคุณดังนี้ ราก – แก้กลากเกลื้อน รักษาโรคมะเร็ง รักษาโรคผิวหนัง ดับพิษไข้ แก้พิษงู แก้พยาธิวงแหวนตาผิวหนัง ทั้งต้น – รักษาโรคผิวหนัง แก้น้ำเหลืองเสีย แก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน รักษามะเร็ง คุดทะราด ขับพยาธิตามผิวหนัง ตามบาดแผล แก้ไส้เลื่อน ไส้ลาม แก้ปัสสาวะผิดปกติ ต้น – บำรุงร่างกาย แก้โรค 108 ประการ รักษาโรคผมร่วง ใบ – ดับพิษไข้ แก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน แก้โรคไขข้ออักเสบ รักษาโรคผิวหนัง รักษาโรคมะเร็ง รักษาโรคความดันโลหิตสูง แก้ผมร่วง บำรุงร่างกาย แก้โรค 108 ประการ แก้ปวดฝี แก้พิษงู ถอนพิษ แก้อักเสบ แก้โรคมุตกิต รักษาโรคพยาธิวงแหวนตามผิวหนัง
ผักชี
ผักชี สมุนไพรรักษาอาการปวดฟัน ผักชี มีชื่อวิทยาศาสตร์ Coriandrum sativum L. เป็นไม้ล้มลุกที่มีสีเขียวตลอดทั้งต้น ยกเว้นรากที่เป็นสีขาว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน อินเดีย และเอเชียตะวันตก จึงพบผักชีได้ในประเทศอินเดีย โมร็อกโก ส่วนในไทยจะปลูกผักชีกันมากในจังหวัดราชบุรี นครปฐม และกรุงเทพมหานคร ผักชีเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน อินเดีย และเอเซียตะวันตก ถือได้ว่าเป็นเครื่องเทศที่มีการใช้กันมาอย่างยาวนาน มีหลักฐานการปลูกในประเทศอียิปต์นานกว่า 3,500 ปี ซึ่งคำว่า “Coriander” มาจากภาษากรีก “Koris” แปลว่า bug เนื่องจากกลิ่นของลูกผักชี มีกลิ่นเฉพาะคล้าย bed bug ต่อมาก็มีการนำไปปลูกยังประเทศในทวีปยุโรป และเอเชีย สำหรับผักชีที่นำไปปลูกในจีนนั้น เล่ากันว่าได้มีการนำเมล็ดพันธุ์จากประเทศทางตะวันตกของจีนเข้าไปในราชวงศ์ฮั่น เมื่อประมาณ 1,600 ปีมาแล้ว สำหรับประเทศที่ปลูก และส่งออกผักชี มากที่สุดในปัจจุบัน คือ ประเทศอินเดีย และมอรอคโค สำหรับในประเทศไทยแหล่งเพาะปลูกสำคัญๆ ได้แก่ จังหวัดราชบุรี นครปฐม และกรุงเทพมหานคร
ดาวเรือง
ดาวเรือง สมุนไพรรักษาอาการปวดฟัน ดาวเรือง มีชื่อวิทยาศาสตร์: Tagetes erecta L. มีชื่อตามภาษาท้องถิ่นว่า คำปู้จู้ (ภาคเหนือ) นิยมปลูกตัดดอก เป็นดาวเรืองในกลุ่ม African หรือ American marigold เป็นพันธุ์ดอกใหญ่ พันธุ์ที่ใช้เป็นการค้าในประเทศไทยได้แก่พันธุ์ซอเวอริน (soverign) นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่นำเข้ามาได้แก่ พันธุ์จาเมกาและอื่น ๆ อีกหลายพันธุ์ ดอกดาวเรือง นำไปใช้ร้อยพวงมาลัยชนิดต่าง ๆ เพื่อการบูชาพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ กลีบดอกดาวเรืองมีสารสีเหลืองที่เรียกว่าแซนโทฟิลล์สูง จึงมีการปลูกเพื่อเก็บดอกเพื่อเอาไปเป็นส่วนผสมของอาหารไก่ไข่เพื่อให้ไข่แดงมีสีแดงสวยทดแทนสารสังเคราะห์ ดาวเรืองสะสมสารหนูได้ 42% ในใบ จึงมีประโยชน์ในการฟื้นฟูดินที่ปนเปื้อนสารหนู มีกลิ่นฉุนและสามารถไล่ยุงได้รวมถึงสามารถไล่ส่งมีชิวิตชนิดอื่นๆได้อีกด้วย
กานพลู
กานพลู สมุนไพรรักษาอาการปวดฟัน กานพลู มีชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium aromaticum (L.) Merr.et. LM. Perry จัดเป็นพืชพื้นเมืองของหมู่เกาะโมลุกกะ (Molucca) หรือ ที่เรียกกันในอดีตว่า “หมู่เกาะเครื่องเทศ” ตั้งอยู่แถบตะวันออกของประเทศอินโดนีเซีย ต่อมามีการนำไปปลูกในเขตร้อนต่างๆ ทั่วโลก และยังพบประวัติการใช้กานพลูครั้งแรกในจีน โดยพบบันทึกประวัติการใช้ดอกตูมของกานพลูในประเทศจีนมาตั้งแต่ 207 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งมีบันทึกไว้ว่าจักรพรรดิจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่นใช้ดอกกานพลูอมไว้ในปากเพื่อดับกลิ่นปากและถูกนำมาใช้ในการปรุงตำรับยาจีนหลายแขนง ในปัจจุบันมีการปลูกกานพลู กันมากในแถบเขตร้อนชื้น ของทวีปแอฟริกา ที่มาดากัสการ์และแทนซาเนีย ในทวีปเอเชียที่ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และศรีลังกา เป็นต้น ส่วนประเทศส่งออกกานพลูเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ได้แก่ ประเทศมาดากัสการ์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สำหรับในประเทศไทยก็มีการนำกานพลูมาปลูกแต่ไม่แพร่หลาย โดยพบพื้นที่ที่มีการปลูกมากที่จังหวัดจันทบุรี และชุมพร มีการใช้กานพลู ในยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ดังปรากฏในตำรับ “ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ “ยาหอมนวโกฐ” โดยมีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ซึ่งระบุสรรพคุณในการ แก้คลื่นเหียน อาเจียนได้ ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น แก้ลมจุกแน่นในท้อง และตำรับยารักษากลุ่มอาการทางระบบอาหาร ซึ่งประกอบด้วย “ยาธาตุบรรจบ” โดยมีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ และอาการท้องเสียที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ ตำรับ “ยาประสะกานพลู” ซึ่งมีกานพลูเป็นองค์ประกอบหลัก และมีสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ ตำรับ “ยาเลือดงาม” มีส่วนประกอบของดอกกานพลู ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดประจำเดือน แก้มุดกิต ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ
มะขาม
มะขาม สมุนไพรสำหรับลดความดันโลหิตสูง มะขาม มีชื่อวิทยาศาสตร์ Tamarindus indica เป็นผลไม้ยอดนิยมชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยสารประกอบที่เชื่อกันว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย จึงมีความพยายามค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ เพื่อพิสูจน์สมมติฐานเกี่ยวกับประโยชน์ของมะขามต่อสุขภาพร่างกายในด้านต่าง ๆ มะขามใช้ทำอาหารได้หลายส่วน ทั้งใบอ่อน ฝักอ่อน ฝักแก่ และเมล็ดก็นำมาคั่วรับประทานได้ มะขามเปียกที่ทำจากมะขามฝักแก่เป็นเครื่องปรุงรสเปรี้ยวที่สำคัญในอาหารไทย ทั้งแกงส้ม ต้มส้ม ไข่ลูกเขย น้ำปลาหวาน ยอดและใบมะขามอ่อนนำไปยำหรือใส่ในต้มเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว และยังใช้ทำขนมได้อีกหลายชนิด เช่น มะขามแช่อิ่ม มะขามแก้ว มะขามคลุก มะขามกวน เป็นต้น
บัวบก
บัวบก สมุนไพรสำหรับลดความดันโลหิตสูง บัวบก มีชื่อวิทยาศาสตร์: Centella asiatica เป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ในแถบเอเชีย เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน ชอบที่ชื้นแฉะแตกรากฝอยตามข้อ[2] เป็นพืชใบเดี่ยว มีก้านใบยาว ชูใบคล้ายกางร่ม ใบที่มีลักษณะกลม ขอบใบหยัก ผิวเรียบ ด้านล่างใบมีขนสั้นบางๆ ดอกออกเป็นช่อ ออกมีข้อละ 2-3 ช่อ แต่ละช่อมีดอก 3-4 ดอก แต่ละดอกมี 5 กลีบ ใบบัวบกสามารถช่วยรักษาแผลให้หายได้เร็วขึ้นและยังช่วยลดอาการอักเสบของแผลได้ดี เพราะมีกรดมาเดคาสสิก กรดอะเซียติก และสารอะเซียติโคไซด์ ยาแผนปัจจุบันทำเป็นรูปครีมผงโรยแผล ยาเม็ดรับประทาน เพื่อใช้รักษาแผลสดและแผลผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นแผลไฟไหม้ หรือแผลฝีหนองหรือแผลสด โดยใช้ใบและต้นสดตำละเอียดคั้นน้ำทานวันละ 3 – 4 ครั้ง หรืออาจใช้กากพอกบริเวณแผลด้วย บัวบก หรือ ใบบัวบก มีถิ่นกำเนิดเดิมในทวีปแอฟริกา ต่อมาจึงถูกนำเข้ามาปลูกในทวีปเอเชียที่ประเทศอินเดีย และประเทศในแถบอเมริกาใต้ อเมริกากลาง รวมถึงประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียเหนือ ปัจจุบัน บัวบกได้แพร่กระจายไปทั่วโลก ทั้งในประเทศเขตร้อน และเขตอบอุ่น ซึ่งพบว่ามีการแพร่กระจายในประเทศแถบอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และเรื่อยมาจนถึงทุกประเทศในเอเชีย ส่วนประเทศไทยพบบัวบก ขึ้นในทุกภาคของประเทศ ทั้งนี้บัวบกได้ถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรในวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ซึ่งมีการกล่าวขาน และบันทึกในตำรายาของไทยไว้หลายฉบับด้วยกัน นอกจากนี้คนไทยยังมีการนำบัวบกมาใช้ในการประกอบอาหารทั้งคาว และหวานอีกด้วย ซึ่งสามารถสะท้องถึงความใกล้ชิดของบัวบกกับวิธีชีวิตของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
กาหลง
กาหลง สมุนไพรสำหรับลดความดันโลหิตสูง กาหลง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Bauhinia acuminata Linn จัดเป็นพืชป่าชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในป่าเขตร้อนของทวีปเอเชียซึ่งคาบเกี่ยวหลายประเทศตั้งแต่ อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยคนไทยรุ้จักคุ้นเคยกับกาหลงมานานหลายร้อยปีแล้ว ดังปรากฎอยุ่ในวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอ และในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ พ.ศ.2416 ของหมอปรัดเลโดยให้คำอธิบายไว้ว่า “กาหลง” ต้นไม้ไม่สู้โต ดอกขาวบ้านเป็นสี่กลีบ ไม่สู้หอม ใช้ทำยาบ้าง และในปัจจุบันสามารถพบขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในป่าเบญจพรรณของทุกภาคของประเทศ กาหลง ใช้แก้บิด แก้ไอ ขับเสมหะ แก้ปวดศีรษะ โดยใช้รากแห้งหรือเปลือกต้นแห้ง 10-20 กรัม มาต้มกับน้ำครึ่งลิตรดื่ม ใช้แก้ลักปิดลักเปิด แก้เสมหะ แก้โรคในสตรี โดยใช้เปลือกต้น หรือ เนื้อไม้มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ลดความดันโลหิต แก้ปวดศีรษะ และเลือดออกตามไรฟัน โดยนำดอกกาหลง สดมารับประทานครั้งละ 3-5 ดอก เป็นประจำ
ชุมเห็ดไทย
ชุมเห็ดไทย สมุนไพรที่ช่วยในการนอนหลับ ชุมเห็ดไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ Senna tora (L.) Roxb. เป็นพืชเขตร้อนมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ และมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปในเขตร้อนชื้นทั่วโลก แต่จะพบในเขตร้อนของเอเชีย และอเมริกาใต้มากกว่าในแอฟริกา สำหรับในประเทศไทยพบชุมเห็ดไทย ได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักพบขึ้นเองตามริมคลองตามริมทาง หรือ ตามที่รกร้าง โดยสามารถพบได้ทั้งพื้นราบ หรือ บนภูเขาสูงที่สูงถึง 1500 เมตร จากระดับน้ำทะเล ชุมเห็ดไทย สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด เช่นเดียวกับพืชที่มีเมล็ดอื่นๆ หลังจากการเพาะเมล็ดประมาณ 10-15 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกเป็นต้นกล้า และเมื่อต้นกล้ามีอายุ 20-40 วัน ก็สามารถย้ายไปปลูกในแปลง หรือ ในบริเวณที่ต้องการได้ อาจจะใช้วิธีโรยเมล็ดแก่ของชุมเห็ดไทย ในบริเวณที่ต้องการแล้วปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติก็ได้ เพราะชุมเห็ดไทย เป็นพืชโตเร็วที่ทนแล้งได้พอสมควร ชอบที่ที่มีแดดจัด และไม่ขอบในที่ร่ม สามารถขึ้นได้ดีในดินดีในดินทุกชนิดที่มีความชุ่มชื้น